
เรามาทำความความเข้าใจกันก่อน กับคำว่า โคโยตี้ ความหมายไม่แน่นอนตายตัว แต่ที่แน่ๆ งานของโคโยตี้จะคล้ายเด็กสาวนั่งดริ๊งค์ แต่โคโยตี้จะมีโอกาสได้ขึ้นไปโชว์ตัวบนfloor โดยการเต้น งานโคโยตี้ส่วนใหญ่ จะทำงานในเลาจน์ ผับ โดยมีหน้าที่เอนเตอร์เทนดูแลลุกค้าซึ่งเป็นผู้ชาย บางทีเป็นทอมก็มีนะ อัตราค่าบริการงานโคโยตี้แต่ละคลับในกมจะอยู่ที่ 250-400 บาท ต่อ 1ดื่ม ปกติแล้วโคโยตี้จะได้จะส่วนแบ่งดื่มละ200-220บาท ในปัจจุปันจะมีค่าตัววันละ 1000-2000 บาท ไม่รวมค่าดื่มที่เกินจากดื่มที่บังคับให้ทำบังคับและ ยังไม่รวมทิปที่จะได้ลุกค้าแต่ละคน ส่วนใหญ่จะstart 2 ดื่มละ 3 ดื่มขึ้นกับตำแหน่งและหน้าตา หลังได้นั่งกับลูกค้า สาวโคโยตี้จะได้เพิ่ม1ดื่ม 40-45 บาท จนลูกค้ากลับ คืนนึงสาวโคโยตี้จะได้ประมาณ6-15ดื่มสำหรับ สาวโคโยตี้ที่สวยจริงๆหรือเรียก star จะได้คืนละ 20-30ดื่ม ในบางคืนเดียวที่เดียวสรุปผลตอบแทนของสาวโคโยตี้ รายได้ของงานโคโยตี้แต่ละเดือนจะประมาณ 30000-140000 บาท นี้เฉพาะค่าตัวและดื่มที่ได้รับจากลูกค้า ยังไม่รวมรับทิป(บางคนเดือนนึงได้30000-40000)และสิ่งของที่ลูกค้าจะซื้อให้ในเวลาที่ซื้อดื้มไปเที่ยวอีก
ในอดีตมีสถานบริการอนุญาตให้สามารถออฟได้ เช่น Pegasus สุขุมวิท 23 ในเครือ นาซีซัส ประกอบธุรกิจแบบนี้มานานเกินกว่าสิบปี โดยเสียค่าบริการเสร็จสรรพกับทางร้านในอัตราต่างๆ กัน 3,000-10,000 บาทโดยจ่ายล่วงหน้าทันที และทางร้านจะนำค่าบริการไปจ่ายกับเด็กเอง ลูกค้าจะต้องพาเด็กสาวเหล่านี้ไปหาสถานที่หลับนอนกันเอง ก็คงไม่พ้นโรงแรมม่านรูด และโรงแรมชั้นสองต่างๆ หรือบางครั้งอาจจะไปที่อพาร์ตเมนต์ของสาวเหล่านี้ก็เป็นไปได้ บางร้านจะแยกเด็กสาวที่ให้บริการออกเป็นสองพวก คือ พวกที่ออฟได้ ขายบริการทางเพศ กับพวกที่ออฟไม่ได้ ซึ่งไม่ขายบริการทางเพศ และนั่งดื่มกับลูกค้าเฉพาะในร้านเท่านั้น จึงมีนักศึกษาจำนวนมากที่ตัดสินใจเข้ามาหารายได้พิเศษโดยเลือกเป็นพวกที่ออฟไม่ได้ จนปัจจุบันเริ่มกลายเป็นอาชีพธรรมดาๆ ที่ยอมรับกันในระดับหนึ่งไปแล้ว
ต่อมาจึงมีสถานบริการรุ่นใหม่ๆ เปิดบริการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น โดยเน้นการนั่งดื่มเป็นหลัก ทางร้านจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเก็บเงินเพื่อขายบริการทางเพศอีกต่อไป แต่ถ้าลูกค้าและเด็กตกลงกันได้เองเป็นการส่วนตัว ก็สามารถ ซื้อดื่ม ออกไปกันเองได้ โดยกำหนดว่าต้องซื้อ 10 ดริ๊งค์ จึงพาออกนอกร้านได้ ส่วนใหญ่จะแบ่งให้เด็กครึ่งหนึ่ง ต่อมาจึงเป็นช่องทางของสาวนั่งดริ๊งค์ทั้งหลายที่ไม่ขายบริการทางเพศ แต่ต้องการรายได้มากกว่านั่งอยู่ในร้านทั้งคืนแล้วได้เพียง 5-6 ดริ๊งค์ หันมาใช้วิธีชวนลูกค้าออกไปเที่ยวนอกร้าน โดยให้ซื้อ 10 ดริ๊งค์ ซึ่งอาจจะไปเที่ยวเธค เที่ยวอาร์ซีเอ ดูหนัง โยนโบว์ลิ่ง ก็แล้วแต่จะตกลงกัน สถานบริการประเภทนี้มักอยู่ในรูปของเลานจ์กึ่งคาราโอเกะ เช่น Monroe หน้าอสมท. Claudia ถนนรัชดาภิเษก The Piano ซอยเอกมัย เป็นต้น
เมื่อบรรยากาศแบบเดิมๆ ที่ให้สาวๆ ใส่ชุดราตรี นั่งร้องเพลงกับลูกค้าในห้อง หรือซื้อดื่มให้สาวๆ เปลี่ยนชุดออกไปเที่ยว เริ่มถึงทางตัน ไม่มีรายได้เพิ่มขึ้นจากคนกลุ่มใหม่ ยังคงเป็นกลุ่มเที่ยวคนหน้าเดิมที่เป็นผู้ใหญ่ อาเสี่ย นักการเมือง ซึ่งไม่มีแรงเที่ยวทุกคืน ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มต้องหาคอนเซ็ปต์ใหม่ๆ เข้ามาบ้าง จ่าเริง ผู้บริหาร The Piano จึงเป็นรุ่นแรกๆ ที่ใช้คอนเซ็ปต์จากภาพยนตร์ Coyote Ugly เข้ามานำเสนอสถานบริการแนวใหม่ โดยเริ่มจาก The Forte สุขุมวิท 26 ในต้นปีพ.ศ. 2544
โคโยตี้ ผับ เป็นแนวผับกึ่งเธค มีวงดนตรีสลับกับดีเจ มีสาวๆ นั่งดริ๊งค์นับร้อยคน แต่ไม่ต้องใส่ชุดราตรีเหมือนสมัยก่อน ให้แต่งตัวเหมือนปกติที่เขาไปเที่ยวกัน สายเดี่ยว เกาะอก รัดรูป สร้างบรรยากาศให้เหมือนหนุ่มๆ ไปลุ้นหาสาวใจแตกตามเธคใหญ่ๆ แบบที่ไปเที่ยว Hollywood, Spark และ Dance Fever ถนนรัชดาภิเษก หรือบางคนก็บอกว่าคล้าย Route 66, Morgan และ Baby Blink ย่านอาร์ซีเอ สิ่งที่แตกต่างก็คือ มี แดนเซอร์ ซึ่งไม่ได้แสดงเฉพาะบนเวทีเท่านั้น แต่จะกระโดดขึ้นไปเต้นอยู่บนเคาน์เตอร์บาร์อยู่ทุกครึ่งชั่วโมง ชายหนุ่มจำนวนมากที่ไปเที่ยว จึงชอบเกาะเคาน์เตอร์บาร์ แหงนมองสาวๆ แดนเซอร์ในระยะประชิด และมีโอกาสนั่งพูดคุย แจกขนมจีบ และแจกทิป ในช่วงที่เธอไม่ได้เต้นด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงมีลูกค้ารุ่นใหม่เข้ามาเที่ยวมากขึ้น ทั้งกลุ่มคนหนุ่ม กลุ่มนักเรียนนอก และชาวต่างประเทศ จนผู้คนเนืองแน่นแทบทุกคืน
จากความสำเร็จของ The Forte ทำให้เกิดคู่แข่งจำนวนมากกระจายไปทั่วทุกแห่ง แม้แต่ในย่านฝั่งธนฯ ศรีนครินทร์ และรังสิต ก็หนีไม่พ้นคอนเซ็ปต์ โคโยตี้ ผับ อย่างไรก็ดี 3 ยักษ์ใหญ่ในตลาดบนน่าจะเป็น The Forte ต้นตำรับ Club 20 ถนนรัชดาภิเษก และ The Orbit สุขุมวิท 26 แน่นอน เฉพาะ 3 แห่งนี้มีสาวๆ นั่งดริ๊งค์รวมกันเกือบพันคน แดนเซอร์อีกหลายร้อยคน กลายเป็นแหล่งเงินสะพัดอีกหลายร้อยล้านบาทต่อเดือน จนกระทั่งในปัจุปัน ผับโคโยตี้ยังได้รับความนิยมจากลูกค้าไม่เสื่อม และได้เปิดผับ เลาจน์โยตี้สไตส์นี้มากขึ้น กระจายไปทั่วกรุงเทพ ไล่ไปตั้งแต่ สุขุมวิท ห้วยขวาง ลาดพร้าว รามมินทรา คลับดังๆตอนนี้ เซนมอริส สุขุมวิท 11 เปียโนเอกมัย shebet เอกมัย ไม้เอกรามมินทรา เนเวอร์แลนท์ จนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วสำหรับงานโคโยตี้
บทสัมภาษสาวโคโยตี้
น้องกิ๊บอายุ24 น้องกิ๊บเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพ เนื่องจากการที่ใช้ชิวิตในกทมนั้นค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แม่ก็ให้มาแต่ค่าเทอมกับค่าขนมเดือนละประมาณ 8000 บาท
คิดยังไงถึงมาทำงานโคโยตี้
-เริ่มแรกหนูได้ข่าวจากเพื่อนที่มหาลัยค่ะ ว่าเค้ามีรายได้เดือนนึง60000-70000 บาท เค้าก็ชวนหนูหลายครั้งกว่าหนูจะไปทำ เพราะชวนนั้นหนูเที่ยวกันแทบทุกคืนเลย เงินที่แม่ให้แทบจะไม่พอใช้ นั่งกินม่าม่าเป็นเดือนเลย เอาน่าคิดว่ามาเที่ยวแล้วกัน เลยตัดสินใจมาทำ
ทำงานครั้งแรกรู้สึกแบบไหน
-เกร็งๆนะพี่ต้องมาให้ผู้ชายเลือก แต่ก็ไม่เป็นไร ทำใจดีๆไว้ ลุกค้าคนแรกของหนูนะดีมากเลยพี่ okนะ โดยจับตรงนั้นตรงนี้หน่อยแบบสุภาพนะ รับได้ ทำงานแบบนี้ก็คงต้องมีกันบ้างและ แต่พี่เชื่อไหมว่าวันนั้นหนุได้15ดื่ม แล้วลุกค้าให้ทิปอีก 10000 หายเหนื่อยเลยพี่รายได้เหนื่อยนึงประมาณเท่าไรคนอื่นหนู่ไม่รู้นะ เดือนนึงหนุทำดื่มได้ไม่ต่ำกว่า 400 ดื่มอะพี่ ประมาณ 80000 กว่าบาท ทิปหนูได้ไม่กว่า 30000 นะพี่ เรื่องข้าวของ หนูแทบไม่ต้องจ่าย ลุกค้าซื้อให้หมด ทั้งมือถือ เสื้อผ้า ค่าเช่าห้อง (หนูสวยลูกค้าติดหลายคนอยู่)
แล้วทำงานแบบทุกวันแบบนี้ทั้งนอนดึกกินเหล้าไม่แย่หรอพอหนุทำงานได้ สักช่วงนึงพอลุกค้าติดเยอะ หนูแทบจะไม่ไปทำงานเลย เพราะหนูจะให้ลุกค้าซื้อดื่มให้ประจำ ลูกค้าแย่งกันซื้อ บางเดือนไม่ไปทำงานเลย แต่ก็ได้จากร้านเดือนละ80000-100000 น้องพลอยอายุ 23 หนุเรียนมหาลัยชื่อดังแห่งนึงในกรุงเทพมาเป็นโคโยตี้ได้ไงเอย บ้านหนูอยู่ห้วยขวางค่ะ วันนั้นหนูไปเดินตลาดรอบดึก ห้วยขวาง มีใบปลิวมาแจก รายได้เยอะดี สนใจอะ แต่ไม่ชัวส์เลยโทรถามพี่เค้าเพื่อความแน่ใจ ตกลงทำงาน ตอนนี้ทำมา5ปีและ เปลี่ยนมาหลายที่และ แต่ตอนนี้ทำที่สุขุมวิท รายได้ละเยอะไหมรายได้หนูประมาณ 50000-60000 นะ ก็ถือว่าสบายเลยและ ถ้ามีลูกค้าเสนอจะส่งเสียตกลงไหม มีลูกค้าจะเอาหนูไปเลี้ยงนะ แต่หนูไม่เอาอะ เพราะเพื่อนหนูบางคนก็โดนเอาไปเลี้ยง3-5 เดือนก็เลิกเลี้ยง และก็กลับมาทำงานอีกไม่ได้เพราะลูกค้าเที่ยวที่เดิมอยู่ แบบนี้สบายและ เค้าให้หนูเดือนละ80000 เยอะนะ แต่อยากได้เงินอะ และก็ยังอยากทำงานอยู่ ได้เงินหลายทาง ประสบการณ์เลวร้ายที่สุดในการทำงานมีไหมไม่มีนะ อาจจะโดยล้วงบ้าง ส่วนใหญ่ก็เต็มใจนะ ลุกค้าบางคนเป็นดาราด้วยซ้ำ หล่อรวยก็ยอมนะ“ไม่มีอะไรพิเศษ หนูมาจากต่างจังหวัด มาเสิร์ฟอาหารอยู่พักนึง รายได้ไม่ค่อยดี พอดีมีเพื่อนชวนมาลองทำดูที่นี่ ก็เลยทำมาเรื่อยๆ จนเกือบปีนึงแล้ว” สาวขอนแก่นวัย 25 ปี ชื่อ “เอ็มม่า” เล่าให้พวกเราฟัง “หนูเรียนหนังสือ มีแฟน โดยแฟนทิ้ง อกหัก เลยประชดเค้า มาทำงานกลางคืนกะให้เค้าหึงเรา เวลามีผู้ชายอื่นมาจีบเรา กอดเรา แต่ไม่สำเร็จหรอก ทิ้งแล้วก็ทิ้งไป เวลานี้หนูก็มีแฟนใหม่แล้ว เค้าก็ทำงานสโตร์อยู่ที่นี่ล่ะ พี่อย่าบอกใครนะ ที่จริงมันผิดกฎของร้าน”
สาวโคราช อายุ 28 ปี ชื่อ “แหวน” เล่าถึงจุดเริ่มต้นของเธอ ซึ่งคล้ายคลึงกับสาวนั่งดริ๊งค์อีกจำนวนมาก “เข้ามาเรียนหนังสือ ทำงานพิเศษ เสิร์ฟอยู่ในค็อฟฟี่ช็อปโรงแรม มีฝ่ายเซลส์ของโรงแรมมาจีบ ตอนนั้นอายุ 17 เอง ยังโง่อยู่เลย เค้าพาเที่ยวกลางคืน สอนเราอัพยาจนเคยตัว แล้วพามาฝากทำงานค็อกเทลเลานจ์ ได้เงินเยอะขึ้น เก็บเงินได้ ก็ยืมเราไป หลายหมื่นเลยล่ะ แล้วก็หายตัวไป เราก็ดิ้นรนอยู่ของเราเองมาเรื่อยจนอยู่กรุงเทพฯ มา 3 ปีแล้วนะ”
กรณีของสาวแปดริ้วอายุ 21 ปี ชื่อ “น้องไอย์” มีเรื่องยาเสพติดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย “หนูเรียนน้อย ทำงานอะไรก็ไม่ได้เงินเยอะหรอก เคยทำมาเยอะแล้ว เป็นพนักงานทำความสะอาด แล้วก็ทำงานห้าง ขายเสื้อเชิ้ตผู้ชาย ก็มีคนมาจีบ ที่จริงก็ไม่คิดทำงานกลางคืนหรอกนะ กลัว หัวโบราณด้วยล่ะ ไม่กล้าหรอก แต่ก็พลาดจนได้ล่ะพี่ สมัยยังทำงานห้าง คนมาจีบชวนเราไปเที่ยว ไม่ไปอยู่พักใหญ่ แต่เห็นจริงใจจีบอยู่นาน เลยยอมไปดูหนังด้วยตอนงานเลิก รอบค่ำแล้วเค้าก็จอดรถแวะซื้อของกินในเซเว่นฯ ให้กินกันก่อนไปโรงหนัง เสร็จดิ..... มันใส่ยาในกาแฟน่ะพี่ เบลอไปหมดเลย ไปตื่นอีกทีก็ในโรงแรม เกือบเช้าแล้ว โดนข่มขืนยับเลย ดีว่าไม่โดนลงแขกน่ะ ทีนี้พอเสียตัวไปแล้วก็ช่างหัวมันแล้วไง มาทำงานกลางคืน โดนกอด โดนจูบมั่ง ก็ช่างหัวมัน อยู่ห้างเงินเดือน 7,000 บาทเอง มาทำอย่างงี้ได้ตั้งเดือนละ 50,000-60,000 บาท ก็ผิดกันน่ะพี่ หนูผ่อนคอนโดฯ เองมาหลายปีแล้วนะ มันก็มีอะไรเป็นของตัวเองได้โดยไม่ต้องไปขายตัว หรือไปเป็นหมอนวด มันก็โอเค นะคะ” นี่คือจุดเริ่มต้นที่ค่อนข้างน่ากลัวของสาวกรุงเทพฯ อายุ 28 ปี ชื่อ “แอน” เธอเป็นสาวลูกครึ่ง หุ่นนางแบบ สูงถึง 170 ซม. เด็กสาวที่เข้ามาทำงานกลางคืนจำนวนมาก มีรายได้ที่ดี แต่เรากลับพบว่าพวกเธอไม่ได้มีทรัพย์สมบัติอะไรมากมาย และไม่ค่อยจะมีเงินเก็บกันสักเท่าใด แสดงว่าใช้จ่ายกันหมดอย่างสนุกมือ ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ส่วนมาก ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ ตู้เย็น เครื่องเสียง รถยนต์ บ้านหรือคอนโดมิเนียม หรือเครื่องประดับราคาแพงอย่างแหวนเพชร สร้อยข้อมือ นาฬิกาโรเล็กซ์ ล้วนแต่มีคนซื้อหามาประเคนให้ทั้งสิ้น สิ่งที่น่าสนใจก็คือ พวกเธอใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง “เที่ยว..... ไปเที่ยวกับเพื่อน เที่ยวกับแฟน เดือนก่อนก็ไปอยู่เสม็ดมาอาทิตย์นึง ไปกะแฟน ต้องซื้อดื่มให้ตัวเอง ต้องออกค่าที่พักเองหมดล่ะ แฟนเค้าเงินเดือนนิดเดียวนี่”
นี่เป็นตัวอย่างของสาวโคโยตี้และพีอาร์นะคับ ทุกอย่างมีข้อดีและข้อเสีย ถ้าคิดจะทำรับให้ได้ ว่าจะได้อะไรและเสียอะไรนะคับ